โครงสร้างที่แตกต่างกัน ออกแบบเพื่อให้รับแรงที่แตกต่างกัน วิธีการรับแรงที่แตกต่างกัน หากยังใช้การติดตั้งด้วยสกรูตัวเดียวกันผลจบลงไม่สวยแน่ครับ นั่นก็เพราะสกรูแบบเก่าคำนึงถึงการทำงานที่สะดวกรวดเร็วกับโครงเหล็กที่มีความหนามากๆ ตั้งแต่ 2.4 ไปถึง 6 มิลลิเมตร หัวเจาะจึงออกแบบพิเศษให้เจาะเหล็กหนาได้อย่างรวดเร็วโดยที่สกรูยังสามารถยึดแน่นเข้ากับตัวโครงสร้าง แต่เมื่อความหนาของเหล็กเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามการเลือกใช้งานสกรูเองก็ควรต้องพัฒนาตามด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นความเสียหายคงตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

    การทำโครงหลังคาบ้านพักอาศัยหรือการต่อเติมบ้านโดยใช้หลังคาเมทัลชีทยึดเข้ากับแปสำเร็จที่มีความหนา 1 มม.หรือแปเหล็กดำที่มีความหนา 1-1.2 มม. ก็ต้องคำนึงถึงสกรูที่จะนำมาใช้ยึดแปที่กล่าวมาข้างต้น ช่างส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับหลังคาเมทัลชีทจากการสร้างโรงงานหรืออาคารที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เลือกใช้อุปกรณ์เดิมๆ ในการทำงาน โดยเฉพาะสกรู เพราะคิดว่าสกรูแบบเดียวสามารถใช้ได้กับทุกความหนาของโครงสร้าง แต่ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากนำสกรูที่ใช้เจาะยึดกับเหล็กหนาแบบเดิมมาใช้กับแปสำเร็จรูปหนา 1.0 มม. หรือ แปเหล็กหนา1-1.2 มม. อย่างงานบ้าน

สกรูจะไม่สามารถยึดแผ่นหลังคากับแปได้แน่นเพียงพอ เมื่อเวลาผ่านไปเหล็กโครงสร้างเกิดการขยายตัว การสั่นสะเทือนหรือการกระพือของแรงลม ก็จะเกิดปัญหาหลังคารั่วซึมในภายหลัง ตามด้วยความเสียหายต่องานฝ้าเพดาน ระบบไฟ วอลเปเปอร์ พื้น อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน และปัญหาใหญ่อาจเกิดได้เมื่อเกิดพายุฝนลมแรง ก็มีโอกาสที่แผ่นหลังคาจะปลิวหลุดออกจากโครงสร้างไปได้ ทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวบ้าน และทรัพย์สินอื่น รวมไปถึงอันตรายต่อตัวบุคคล

หากไม่อยากให้เกิดปัญหาน้ำรั่ว จากการยึดแผ่นหลังคาด้วยสกรูกับแปสำเร็จรูปหรือแปเหล็กบาง ควรเลือกใช้สกรูที่มีการออกแบบพิเศษเพื่อเหล็กบางโดยเฉพาะ เพราะจะทำให้การยึดแผ่นหลังคาเมทัลชีทกับโครงสร้าง สามารถยึดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความแข็งแรง ไม่เกิดการรั่วซึม และที่สำคัญไม่ต้องมาเสียเวลาและเสียทรัพย์ในการแก้ไขงานหลาย ๆ ครั้ง
จะเห็นได้ว่า สกรูตัวเล็กๆ ราคาเพียงไม่กี่บาท ก็อาจสร้างความเสียหายได้ระดับหลายหมื่น จนไปถึงหลายแสนบาท ไม่อยากให้คนที่กำลังจะสร้างบ้านหรือกำลังจะต่อเติมบ้านมองข้าม เรื่องเล็กๆ แบบนี้ไป